คำเตือน (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข)

  1. ยานี้ไม่ไช่ยากระตุ้นอารมณ์ทางเพศ
  2. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ที่ใช้ยาขยายหลอดเลือดกลุ่มไนเตรต เพราะอางถึงตายได้
  3. ห้ามใช้ยานี้ในเด็กและสตรี ผู้ที่เป็นโรดตับ หรือโรคไต
  4. ห้ามใช้ยาเกินวันละ 1 ครั้ง
  5. ห้ามใช้ยานี้ร่วมกับยารักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศอื่นๆ
  6. หากมีอาการผิดปกติ เช่น ความผิดปกติทางสายตา ปวดกระดูก เจ็บหน้าอก ใจสั่น หัวใจเต้นผิดปกติ เหงื่อออกมาก เหนี่อยเป็นลม ให้รีบพบแพทย์ทันที

 

ซ้อควรระวังที่เกี่ยวของกับอาการไม่พึงประสงค์ของยา :

- รบกวนการองเห็น : ซิลเดนาฟิลอาจทำให้ความสามารถในการมองแยกสีบกพร่อง (เช่น สีเขียวและสีน้ำเงิน) ซึ่งอาการดังกล่าว ขึ้นกับขนาดของยา นอกจากนี้ไม่เนะนำให้ใช้ซิลเดนาฟิลในผู้ป่วยโรคจอประสาทตาอักเสบชนิด retinitis pigmentosa ซึ่งส่วนน้อยของโรคนี้เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีการทำงานของเอนไซม์ phosphodiesterases ที่จอประสาทตาผิดปกติ เนื่องจากไม่มีข้อมูลศึกษายืนยันถึงความปลอดภัยจาการใช้ชิลเตนาฟิลในผู้ป่วยโรคนี้

- สูญเสียความสามารถในการได้ยิน : มีรายงานว่าซิลเดนาฟิลอาจทำให้ความสามารถในการได้ยินลดลงหรือเกิดการสูญเสียไปอย่างฉับพลันแต่มีรายงานการพบน้อย ซึ่งอาการดังกล่าวมักเกิดควบคู่กับยาการมีเสียงในหูและเวียนศีรษะ อย่างไรก็ตามความสัมพันร์โดยตรงระหว่างการใช้ซิลเดนาฟิลเเละการสูญเสียความสามารถในการได้ยินยังไม่แน่ชัด

- ความดันโลหิตต่ำ : ผลในการลดความดันโลหิตอาจเกิดจากฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดของซิลเดนาฟิล ใช้ซิลเดนาฟิลด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยโรคที่มีการอุดกั้นของหัวใจห้องส่างซ้าย เช่น โรคลิ้นห้วใจเอออร์ติคตีบ (aotic stenosis) หรือโรคล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติจนเกิดการอุดกั้นห้องหัวใจ (hypertrophic obstructive cardiomyopathy) เนื่องจากอาจมีความไวต่อภาวะความดันโลหิตตำมากกว่าในสภาวะปกติ การใช้ซิลเดนาฟิลร่วมกับยากลุ่ม apha-blockers หรือใช้พร้อมกับการดื่มแอลกออล์ในปริมาณมากอาจเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะความตันโลหิตต่ำได้ ผู้ป่วยควรมีการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตคงที่ก่อนเริ่มทำการรักษาด้วยซิลเดนาฟิลและเริ่มใช้ซิลเดนาฟิลในขนาดต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

- สูญเสียความสามารถในการมองห็น : ซิลเดนาฟิลอาจทำให้เกิดการสูญเสียความสามารถในการมองเห็นซึ่งมีรายงานการเกิดน้อย และอาจเป็นสัญญาณของโรคขั้วประสาทตาขาดเลือด (nonarteritic anterior ischemic optie neuropathy, NAION) โดยความเสี่ยงของการเกิดโรคดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นตามประวัติของการสูญเสียความสามารถในการมองเห็น บัจจัยเสี่ยงอื่นๆของการเกิดโรคขั้วประสาทตาขาดเลือดได้แก่ การมีอัตราส่วน cup-to-disc ratio ต่ำ (crowded disc). โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี่ที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ, เมาหวาน, ความตันโลหิตสูง, ภาวะไขมันในเลือดสูง, การสูบนหรี่, และอายุที่มากกว่า 50 ปี เป็นต้น

- อวัยวะเพศมีการแข็งตัวนานผิดปกติและภาวะองคชาตเข็งค้าง (Priapism) : ซิลเดนาฟิลอาจทำให้เกิดอวัยวะเพศแข็งตัวนานผิดปกดิมากกว่า 6 ชัวโมงและเกิดความเจ็บปวดแต่มีรายงานการเกิดน้อย ควรให้คำแนะนำผู้ป่วยให้พบแพทย์ทันทีที่พบการแข็งตัวของอวัยวะเพศนานเกิน 4 ซั่วโมง

 

ข้อควรระวังที่เกี่ยวข้องกับโรคของผู้ป่วย :

- ภาวะองคชาตมีความผิดปติทางกายวิภาค : ให้ซิลเดนาฟิลด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางกายวิภาคขององคชาต เช่น อวัยวะเพศมีการทำมุมผิดปติ, เกิดพังผืดที่กล้ามเนื้อเรียบใน corpus cavemosum (cavermosal fibrosis), Peyronie's disease เป็นต้น

- ภาวะเลือดออกผิดปกติ : ใช้ซิลเดนาฟิลด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติเนีองจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันประสิทธิภาพและความ

ปลอดภัยของยาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ และจากการศึกษาในหลอดทดลองพบว่าซิเดนาฟิลส่งผลลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด

- โรคทางด้านระบบห้วใจและหลอดเลือด : ใช้ซิลเดนาฟิลด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำ (น้อยกว่า 90/50 มิลลิเมตรปรอท), ภาวะความดันโลหิตสูงที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ (มากกว่า 170/110 มิลลิเมตรปรอท), ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นอันตรายตอชีวิต โรคหลอดเลือดสมองหรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดซึ่งเกิดภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา, หัวใจล้มเหลวหรือโรคหลอดเลือดแดงโคโรนารีที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบจนเป็นสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกชนิด Unstable angina เป็นต้น เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ใช้ซิลเดนาฟิลด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยโรคที่มีการอุดกั้นของหัวใจห้องล่างซ้ายเช่น โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติคตีบ (aortic stenosis) นอกจากนี้พบว่าระดับของการเกิดความเสี่ยงต่อโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดเกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้น แพทย์ควรพิจารณาสภาพทางระบบหัวใจและหลอดเลือดของผู้ป่วยแต่ละราย ทุกครั้งก่อนเริ่มต้นใช้ยานี้ในการรักษภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

- ภาวะที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดองคชาตแข็งค้าง : ใช้ซิลเดนาฟิลด้วยความระมัดระวังในผู้บ่วยที่มีภาวะที่อาจทำให้อวัยวะเพศเกิดการแข็งตัวนานผิดปกติเช่น โรศโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (sickle cell anemia) มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด mutiple myeloma หรือ มะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) ผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวควรพบแพทย์ทันทีหากพบการแข็งตัวของอวัยวะเพศนานเกิน 4 ชั่วโมง

- ภาวะการทำงานของตับบกพร่อง :  ใช้ซิลเดนาฟิลด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีกาวะการทำงานของตับบกพร่อง โดยเริ่มใช้ซิลเดนาฟิลในขนาดต่ำสุดคือ 25 มิลลิกรัม

- โรคแผลในทางเดินอาหาร : ใช้ซีลเดนาฟิลด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีโรคแผลในทางเดินอาหาร เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาในผู้ป่วยกลุ่มนี้

- ภาวะการทำงนของไตบกพร่อง : ใช้ซิลเดนาฟิด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของไตบกพร่อง โดยจำเป็นต้องมีการปรับขนาดยาให้เหมาะสม พิจารณาเริ่มใช้ซิลเดนาฟิลในขนาดต่ำสุดคือ 25 มิลลิกรัมในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของไตบกพร่องขั้นรุนแรง (Clcr น้อยกว่า 30 มิลลิลิตร/นาที)

 

ข้อควรระวังที่เกี่ยวข้องกับยาอื่นที่ไช้ร่วมด้วย :

- ยากลุ่ม Alpha-blockers : ใช้ซิลเดนาฟิลด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีการใช้ยากลุ่ม alpha-blockers เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ ผู้ป่วยควรมีการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตคงที่ก่อนเริ่มทำการรักษาด้วยซิลเดนาฟิล และเริ่มใช้ซิลเดนาฟิล ในขนาดต่ำที่สุดที่แนะนำให้ใช้ นอกจากนี้ยากลุ่ม alpha-blockers ควรเริ่มต้นที่ขนาดต่ำที่สุดที่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา ด้วยซิลเดนาฟิลอยู่ในชณะนั้น

- ยาทีมีแนวโน้มในการเกิดอันตรกิริยาระหว่างยาสูง ใช้ซิเดนาฟิลด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีการใช้ยาที่แสดงฤทธิ์ยับมั้ง CYP3A4 แรงเช่น ritonavir เป็นต้น เนื่องจากส่งผลเพิ่มระดับยาในเลือดของซิลเดนาฟิล จึงควรพิจารณาเริ่มซิลเดนาฟิลในขนาดที่ลดลง หากเป็นไปได้ควรพิจารณาเลือกใช้ยาอื่นที่ไม่มีผลเกี่ยวข้องกับการทำงานของ CYP450 หรือเกี่ยวข้องน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอันตรกิริยาระหว่างยา

- ยากลุ่มไนเตรท ห้ามใช้ซิลเดนาฟิลร่วมกับยากลุ่มไนเตรททุกรูปแบบ (ช่น nitroglycerin, isosorbide dinitrate เป็นต้น) ไม่ว่าจะเป็นการใช้เป็นประจำหรือใช้แบบชั่วครั้งชั่วคราวก็ตาม ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ยากลุ่มไนเตรทนั้นในปัจจุบันยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าควรใช้ยากลุ่มไนเตรทภายหลังจากการใช้ซิลเดนาฟิลเป็นระยะเวลานานท่าไรจึงจะปลอดภัย อย่างไรก็ตาม American College of Cardiology/ American Heart Association (ACC/AHA) 2007 guidelines ได้เสนอแนวทางให้ใช้ยากลุ่มไนเตรทภายหลังจากการเว้นช่วงจากการใช้ซิลเดนาฟิลแล้วเป็นระยะเวลานานอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

-  ยาอื่นๆ ที่ไช้รักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ : ไม่แนะนำให้ใช้ซิลเดนาฟิลร่วมกับยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพหางเพศชนิดอื่นๆ เนี่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการใช้ร่วมกัน

 

ผู้สูงอายุ

ใช้ยานี้ด้วยความระมัดระวังในผู้สูงอายุและอาจจำเป็นต้องปรับขนาดยา เนื่องจากผู้สูงอายุมักมีโรคอื่นๆ ร่วมด้วยซึ่งอาจเป็นข้อห้ามใช้ของซิลเดนาฟิล ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประเมินโรคอื่นๆ ที่ผู้สูงอายุเป็นอยู่และยาต่างๆ ที่ผู้สูงอายุใช้อยู่ในขณะนั้น นอกจากนี้ อาจต้องพิจารณาปรับขนาดซิลเดนาฟิลตามสกาวะการทำงานของตับและไตในผู้สูงอายุแต่ละราย